2008/Dec/08

รักแรกคือสบตา
รักต่อมาคือน่าอก
รักต่อไปคือสะโพก
รักหลุดโลกคือไต้สะดือ 555

ระวังนะกลอนนี้เป็นกลอนด่า
พวกไร้ค่ามักจะอ่านไม่อายผี
แน่ะยังอ่านคงไม่ใช่ปัญญาดี
แน่ะคุณพี่หน้าด้านจังอ่านจบกลอน

ทั้งที่เธอน่ารักกว่าใครๆ
แต่จิตใจเธอนั้นเหมือนกับหุ่น
ฉันไม่อยากให้เธอคิดว่าฉันจุ้น
ตดอุ่นๆน้อยนิดหอมเป็นลม
ความหวัง เป็นเหมือนกำลังใจ
แต่มันก็จะไม่สมหวังเช่นกัน ถ้ามัวแต่หวังอยู่อย่างนั้น
แต่ก็ใช่ว่า เมื่อก้าวเดินตามฝัน หรือทำตามความหวังแล้ว
มันจะสำเร็จตามที่ใจต้องการเสมอไป
สำหรับบางอย่าง มันก็ต้องเผื่อใจไว้บ้าง
มันอาจจะไม่เป็นอย่างนั้น มันอาจจะไม่เป็นอย่างนี้
อย่างที่เราต้องการให้มันเป็น


ไม่ใช่ว่าเราไม่ดี
แต่เป็นเพราะว่า เราดีไม่พอ
ก็ไม่ใช่อีกแหละ แท้จริงแล้ว
ก็เป็นเพราะ มันไม่เหมาะสมกับเรา
ไม่ใช่เราไม่เหมาะสมกับมัน
บางสิ่งบางอย่าง เมื่อเราเลือกที่จะเดินตามมัน เพื่อไขว่คว้าหา
ก็ต้องทำให้เราพบกับความผิดหวังอยู่เรื่อย


แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจบ
หรือหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง
บางที ความมั่นใจ หรือการตั้งความหวังไว้สูงมาก
ก็อาจจะเป็นดาบที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเองได้เหมือนกัน
แม้บางครั้ง ต้องพบกับความผิดหวังจากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ก็อย่าถึงกับร้องไห้เสียใจ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ
หรือทำร้ายตัวเองทางอ้อมเลย

2008/Aug/25

ประชากรและกลุ่มตัวอย่างคือ

ประชากร (Population) ในความหมายที่นำมาใช้ในการวิจัย หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของหรือเหตุการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการศึกษาและมีคุณลักษณะตรงตามขอบข่ายที่ผู้วิจัยกำหนดในงานวิจัย

การสุ่มตัวอย่างจากประชากร (Random Selection) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนที่ดีของประชากร เพื่อให้ผลการวิจัยมีความตรงภายนอก สามารถสรุปอ้างอิงไปยังประชากรของงานวิจัย

กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่าง (Samples) หมายถึง ส่วนหนึ่งของประชากรที่ผู้วิจัยเลือกหรือสุ่มมาเป็นตัวแทนสำหรับศึกษา เพื่ออธิบายคุณลักษณะของประชากรเป้าหมายหรือประชากรของงานวิจัย

ทำไมงานวิจัยส่วนใหญ่ใช้กลุ่มตัวอย่าง
ในการวิจัย อาจศึกษาจากประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างก็ได้ โดยทั่วไปแล้วหากประชากรมีขนาดใหญ่ จะศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างแทนการศึกษาจากประชากร แต่หากประชากรมีขนาดเล็กและเป็นการวิจัยเชิงบรรยาย ควรได้ศึกษาจากประชากรแทนการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง

ถ้าใช้มักจะกำหนดสมมติฐาน ส่วนวิจัยที่ไม่ใช้กลุ่มตัวอย่าง ไม่กำหนดสมมติฐานเพราะเหตุใด
โดยปกติในการทำงานวิจัยไม่ว่าจะเป็นการวิจัยแบบใช้ประชากร หรือแบบกลุ่มตัวอย่างจะต้องมีการตั้งสมมติฐานเสมอ การตั้งสมมติฐานควรเป็นขั้นตอนหลังจากผู้วิจัยได้ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาแล้ว เพราะจะทำให้ผู้วิจัยมีข้อมูลมากพอที่จะทำให้ผู้วิจัยสามารถตั้งสมมติฐานได้ดีที่สุด สมมติฐานในการวิจัย แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. สมมติฐานการวิจัย (Research Hypothesis) เป็นสมมติฐานที่เขียนคาดเดา คำตอบของการวิจัยในรูปของการบรรยาย หรือเปรียบเทียบความแตกต่าง หรืออธิบายความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ศึกษาสมมติฐานประเภทนี้ใช้ในการเขียนรายงานวิจัย ตัวอย่างสมมติฐาน การวิจัย เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นโรคมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ (เขียนสมมติฐานในเชิงเปรียบเทียบความแตกต่าง )
การสูบบุหรี่ มีความสัมพันธ์ทางบวก กับ การเป็นมะเร็งในปอด (เขียนสมมติฐานในเชิงความสัมพันธ์ )
2 สมมติฐานเชิงสถิติ (Statistical Hypothesis) เป็นสมมติฐานที่นำสมมติฐานการวิจัยมาเขียนเพื่อใช้ในการทดสอบทางสถิติ โดยเขียนในรูปของสัญลักษณ์ที่ใช้แทนค่าพารามิเตอร์(parameter) หรือค่าที่ได้จากประชากรทั้งหมดที่สนใจศึกษา
การเขียนสมมติฐานเชิงสถิติ จะเขียนในรูปของสมการทางคณิตศาสตร์ การเขียนสมมติฐานเชิงสถิติจะเขียนในรูปสมมติฐานศูนย์ซึ่งโดยทั่วๆ ไป ใช้สัญลักษณ์แทนด้วย และสมมติ ฐานเลือกซึ่งใช้แทนด้วย หรือ

ข้อเสนอแนะในการเขียนสมมติฐานทางวิจัย

ในการเขียนสมมติฐานที่ดี ผู้วิจัยควรปฏิบัติดังนี้

1. สมมติฐานต้องเขียนในลักษณะของการบรรยายในรูปของประโยคที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นและตัวแปรตาม พร้อมทั้งระบุทิศทางของความสัมพันธ์ หรือทิศทางความแตกต่างในลักษณะการเปรียบเทียบไว้อย่างชัดเจน (ยกเว้นปัญหาในบางเรื่องที่ไม่สามารถระบุทิศทางความสัมพันธ์หรือทิศทางของความแตกต่างในการเปรียบได้) ความสัมพันธ์หรือความแตกต่างที่ระบุไว้ต้องมีเหตุมีผลเหมาะสม สอดคล้องกับปัญหาการวิจัยหรือทฤษฎีที่นำมาเป็นกรอบในการวิจัย และถ้าสมมติฐานที่ตั้งขึ้นนั้นเป็นแนวความคิดใหม่ที่ยังไม่เคยมีการศึกษาวิจัยมาก่อน ประโยคที่แสดงสมมติฐานต้องแสดงความเป็นเหตุเป็นผลที่เหมาะสมน่าเชื่อถือได้
2. ประโยคของสมมติฐานแต่ละข้อควรเป็นประโยคสั้นๆ ใช้ภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย ไม่กำกวม คำศัพท์เกี่ยวกับตัวแปรต้องระบุความหมายให้ชัดเจน ในแง่ของการวัดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
3. สมมติฐานต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องหรืออยู่ในกรอบของปัญหาวิจัยเท่านั้น อย่าตั้งสมมติฐานโดยที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือออกนอกกรอบของปัญหาวิจัย
4. ในปัญหาวิจัยเรื่องหนึ่ง อาจเขียนสมมติฐานได้หลายข้อ แต่สมมติฐานแต่ละข้อควรเป็นสมมติฐานที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัว หรือมากกว่า 2 ตัวขึ้นไป สำหรับประเด็นใดประเด็นหนึ่งของปัญหาวิจัยเท่านั้น ไม่ควรเขียนปัญหาวิจัยในหลายๆ ประเด็นรวมเข้าไว้ในสมมติฐานข้อเดียวกัน เพราะจะทำให้เกิดความสับสนในการทดสอบสมมติฐานในภายหลัง
5. สมมติฐานทุกข้อที่ตั้งขึ้น ผู้วิจัยต้องตั้งคำถามว่า สมมติฐานนั้นทดสอบได้หรือไม่ หมายความว่าสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวแปร เก็บรวบรวมข้อมูล ทดสอบ หรือวิเคราะห์เพื่อให้ได้ผลที่จะยืนยันว่าสนับสนุนหรือขัดแย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ได้หรือไม่ ถ้าตอบคำถามไม่ได้หรือตอบได้ว่าไม่ได้จะต้องแก้ไขปรับปรุงสมมติฐานนั้นใหม่
6. สมมติฐานที่ตั้งขึ้น ควรเรียงลำดับข้อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ในการวิจัย อย่าเรียงสับสนหรือสลับไปสลับมา การเรียงสมมติฐานให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เป็นอย่างดีแล้ว จะเป็นแนวทางที่ดีสำหรับการวางหัวข้อในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อทดสอบสมมติฐานในภายหลังอีก

 credit:NRCT

2008/Aug/20

2008/Aug/20


(MV) BigBang-Lie - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

edit @ 20 Aug 2008 00:46:54 by เจ้าชายกบ

2008/Aug/19

http://www.popper-redmago.th.gs 

 

 http://free.phitsanulok.com/filemanager.php

>บอร์ดใหมครับ<
http://popeay.board.ob.tc/-board.php

 

http://www.cbox.ws/admin.php?preproc=login

 

 

 

 

edit @ 20 Aug 2008 00:07:06 by เจ้าชายกบ

edit @ 20 Aug 2008 00:17:03 by เจ้าชายกบ

edit @ 20 Aug 2008 01:04:49 by เจ้าชายกบ

2008/Aug/19